บทความ รายละเอียด

10 เรื่องต้องรู้ ก่อนส่งของไปญี่ปุ่น

10 เรื่องต้องรู้ ก่อนส่งของไปญี่ปุ่น
อัพเดทล่าสุด : 12/03/2021 - 15:19:58

DHL Express ผู้นำด้านการขนส่งด่วนระหว่างประเทศ รวบรวม 10 เรื่องต้องรู้ก่อนส่งของไปญี่ปุ่น เพื่อให้ลูกค้าของ DHL Express ทุกคนได้ขยายธุรกิจไปญี่ปุ่นได้อย่างมีกลยุทธ์ และที่สำคัญ มี DHL Express เป็นลอจิสติกส์พาร์ทเนอร์ช่วยให้การส่งของไปญี่ปุ่นเป็นไปได้อย่างราบรื่น ไม่ล่าช้าอีกด้วย

 

1.     ญี่ปุ่น ยักษ์ใหญ่ด้านเศรษฐกิจของโลก 

ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสามของโลก และได้รับการจัดอันดับจากธนาคารโลกให้เป็นประเทศที่มีความง่ายในการทำธุรกิจอยู่ในลำดับที่ 34 จากทั้งหมด 190 ประเทศที่มีการสำรวจ การจะเข้าไปทำธุรกิจในประเทศญี่ปุ่นได้นั้น ยังคงมีความซับซ้อนกว่าประเทศอื่นในเรื่องการตั้งบริษัท การขอเงินทุน การจ่ายภาษี ฯลฯ แต่ปัจจุบัน ในยุคที่อีคอมเมิร์ซเชื่อมการค้าระหว่างประเทศให้เกิดขึ้นโดยไม่ต้องลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน การส่งของจากไทยไปญี่ปุ่น ทำได้รวดเร็วภายในเวลาแค่ 1 วัน ย่นระยะทางจากไทยและญี่ปุ่นให้ใกล้ขึ้น การเชื่อมต่อธุรกิจไทยไปยังผู้บริโภคในญี่ปุ่นจึงง่ายขึ้นกว่าเดิม  

 

2.     ภาพรวมเศรษฐกิจของญี่ปุ่น 

หากจำแนกตาม sector แล้ว ภาคบริการเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจของญี่ปุ่นมากถึง 69.3% รองลงมาเป็นภาคอุตสาหกรรม 29.7% และภาคเกษตรกรรม 1% ส่วนสินค้าที่ญี่ปุ่นนำเข้ามาในประเทศมากที่สุดได้แก่ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เช่น สมาร์ทโฟน อุปกรณ์หรือชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ อย่างบอร์ดวงจรและเครื่องมือที่ใช้สำหรับผลิตและประกอบต่างๆ เครื่องกังหัน/ใบพัด เทอร์โบเจ็ต เครื่องยนต์ใบพัด อุปกรณ์เกี่ยวกับใบพัด โดยมีอัตราการนำเข้าเติบโตอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2013 รวมถึงกลุ่มอาหารและสุขภาพ เนื่องจากคนญี่ปุ่นนิยมทานอาหารเพื่อสุขภาพมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นอาหารแห้ง อาหารแปรรูปหรือผลิตภัณฑ์ดูแลร่างกาย โดยมีอัตราการเติบโต 8.2% ต่อปี

 

3.     ญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในตลาดอีคอมเมิร์ซที่สำคัญ 

ญี่ปุ่นมีจำนวนนักช้อปออนไลน์มากมาย เป็นประเทศที่น่าลงทุนสำหรับเจ้าของธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ญี่ปุ่นมีประชากรเกือบ 127 ล้านคน และกว่า 92.7% เข้าถึงการใช้งานอินเทอร์เน็ต นอกจากนี้ กว่า 76% ของประชากรจำนวนนั้นล้วนแต่มีพฤติกรรมช้อปปิ้งออนไลน์ อัตราการเติบโตของอีคอมเมิร์ซในญี่ปุ่นอยู่ที่ 32.6% และมีมูลค่า B2C E-commerce ราว 79.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

 

ผลสำรวจของ MasterCard เมื่อหลายปีที่ผ่านมาบอกว่า 19.9% ของคนญี่ปุ่นซื้อของข้ามประเทศผ่านดิจิทัล (digital purchase) สำหรับในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกนี้ แม้ว่าจีนจะเป็นผู้นำตลาดอีคอมเมิร์ซที่เติบโตเร็วที่สุดและใหญ่ที่สุดอยู่ก็ตาม (รวมถึงอีคอมเมิร์ซระหว่างประเทศ) แต่ความน่าสนใจของญี่ปุ่นสำหรับคนทำธุรกิจอีคอมเมิร์ซและต้องการขยายธุรกิจให้มีความเป็นสากลมากขึ้น ก็ไม่ควรมองข้าม

 

4.   แล้วคนญี่ปุ่นซื้ออะไรบนโลกออนไลน์? 

มูลค่าการซื้อขายอีคอมเมิร์ซในญี่ปุ่นเมื่อปี 2018 สูงถึง 105 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และคาดว่าจะโต 6.2% ระหว่างปี 2018-2022 DHL Express รวบรวมสินค้ายอดนิยมในตลาดอีคอมเมิร์ซในญี่ปุ่นมาฝาก SME และผู้ขายบนอีมาร์เก็ตเพลสต่างๆ กัน 

  •         อาหารและผลิตภัณฑ์ดูแลร่างกาย มีมูลค่าการซื้อขายบนอีคอมเมิร์ซ 19.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2018 และมีอัตราการเติบโต 8.2% ในช่วงปี 2018-2022
  •         แฟชั่น มีมูลค่าการซื้อขายบนอีคอมเมิร์ซ 16 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2018 และมีอัตราการเติบโต 6.4% ในช่วงปี 2018-2022
  •         เฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้ไฟฟ้า มีมูลค่าการซื้อขายบนอีคอมเมิร์ซ 20.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2018 และมีอัตราการเติบโต 6.2% ในช่วงปี 2018-2022
  •         อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ มีมูลค่าการซื้อขายบนอีคอมเมิร์ซ 23 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2018 และมีอัตราการเติบโต 5.4% ในช่วงปี 2018-2022
  •         กลุ่มสินค้างานอดิเรก ของเล่น DIY มีมูลค่าการซื้อขายบนอีคอมเมิร์ซ 24 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2018 และมีอัตราการเติบโต 5.1% ในช่วงปี 2018-2022

 

เป็นไปในทิศทางเดียวกับผลสำรวจของ DHL Express เกี่ยวกับการซื้อของออนไลน์ระหว่างประเทศของคนญี่ปุ่นว่า คนญี่ปุ่นซื้อหนังสือ ซีดีหรือวิดีโอเกม มากที่สุด (27%) รองลงมาได้แก่ เครื่องสำอาง (21%) เสื้อผ้าและรองเท้า (20%) อาหาร (14%) กล้องดิจิทัล (12%) และโทรศัพท์มือถือ (10%)

 

5.   ญี่ปุ่นจะมีคนสูงวัยมากขึ้น 

ว่ากันว่า จากประชากรเกือบ 127 ล้านคนในญี่ปุ่น จะลดลงเหลือ 100 ล้านคนภายในปี 2050! ญี่ปุ่นมีจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น ในขณะที่อัตราการเกิดในญี่ปุ่นอยู่ในระดับต่ำ ทำให้ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่อัตราส่วนของคนอายุ 65 ปีขึ้นไปมากที่สุดในโลก เป็นโอกาสที่จะจับตลาดของผู้บริโภคที่มีฐานะร่ำรวยและมีความเป็นผู้ใหญ่ และผลการสำรวจของ DHL พบว่า คนญี่ปุ่นอายุมากกว่า 55 ปี ใช้เวลาอยู่บนโลกออนไลน์มากที่สุด ดังนั้น อย่าประเมินค่าผู้สูงอายุในญี่ปุ่นต่ำไป คนเหล่านี้อาจจะกำลังกลายมาเป็นลูกค้าประจำของธุรกิจอีคอมเมิร์ซของคุณก็ได้!  

 

6.   การชื้อของจากผู้ขายในต่างประเทศเป็นเรื่องปกติ แต่เหตุผลที่คนญี่ปุ่นอาจตัดสินใจ “ไม่ซื้อ” ของจากต่างประเทศมีอะไรบ้าง 

เหตุผลที่ทำให้คนญี่ปุ่นตัดสินใจ “ไม่ซื้อ” ของจากต่างประเทศ จากการสำรวจของ DHL Express คือ 

  •         ญี่ปุ่นมีของชิ้นนั้นอยู่แล้ว (50%)
  •         คิดว่าจะติดขัดเรื่องภาษาในการสื่อสาร (26%)
  •         คิดว่าน่าจะยุ่งยากเรื่องการคืนสินค้า (25%)
  •         คิดว่าการจัดส่งจากต่างประเทศน่าจะใช้เวลานาน (23%)
  •         ไม่ไว้ใจเว็บไซต์ต่างประเทศ (23%)

 

สรุป สิ่งที่จะช่วยให้คนญี่ปุ่นตัดสินใจซื้อสินค้าของคุณได้ง่ายขึ้น คือ สินค้าของคุณต้องมีความโดดเด่น แตกต่าง เป็นแบบที่ไม่มีขายในญี่ปุ่น ต้องวางขายในอีมาร์เก็ตเพลสที่คนญี่ปุ่นไว้ใจ เช่น Rakuten, Amazon Japan หรือ Yahoo Japan หรือถ้าขายในเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซของคุณเอง เว็บของคุณจะต้องให้ผู้ซื้อเปลี่ยนภาษาเป็นญี่ปุ่นได้ มีเงื่อนไขการซื้อ การจัดส่ง หรือนโยบายการคืนสินค้าที่ชัดเจน และที่สำคัญที่สุด ระบุให้ชัดตั้งแต่หน้าแรกว่าร้านของคุณส่งของไปต่างประเทศได้ เพื่อช่วยให้ผู้ซื้อจากญี่ปุ่นตัดสินใจเลือกดูสินค้าต่อ หรือเลือกซื้อสินค้ากับเราตั้งแต่ครั้งแรกที่เข้ามาในเว็บไซต์

 

 

7.   แล้วเหตุผลที่ทำให้คนญี่ปุ่นตัดสินใจ “ซื้อ” ของจากต่างประเทศล่ะ มีอะไรบ้าง

 จากการสำรวจของ DHL Express อีกเช่นกัน กับคำถามที่ว่า เหตุผลอะไรที่ทำให้คนญี่ปุ่นตัดสินใจ “ซื้อ” ของจากต่างประเทศและไม่ซื้อของที่อยู่ในประเทศตัวเอง คำตอบที่ได้คือ 

  •         มีของ (45%) ตัวอย่าง ของสะสมชิ้นหายากที่กระจายตัวอยู่ทั่วโลก ถ้าหาทั่วญี่ปุ่นไม่มีแล้ว ถ้าเรามีของสิ่งนั้นที่คนญี่ปุ่นต้องการแล้ว เป็นเหตุผลลำดับต้นๆ ที่ทำให้คนญี่ปุ่นซื้อของกับเรา
  •         เงื่อนไขการขายที่ดีกว่า (38%) เงื่อนไขที่ว่าต้องแตกต่างจากที่สินค้านั้นๆ วางจำหน่ายในญี่ปุ่นด้วย
  •         คุณภาพดีกว่า (17%)
  •         มีผลิตภัณฑ์ให้เลือกหลากหลาย (13%)
  •         มีข้อเสนอที่น่าสนใจ (9%) 

8.   ก่อนจะส่งของไปถึงญี่ปุ่น ของเหล่านี้ส่งออกจากประเทศไทยได้ไหมนะ? 

การส่งของจากไทยไปต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น ผู้ส่งต้องปฏิบัติตามระเบียบด้านศุลกากรของประเทศต้นทาง ในที่นี้คือประเทศไทย ว่าของอะไรที่เป็นของต้องห้าม (Prohibited goods) หรือต้องกำกัด (Restricted goods) ในการส่งออกนอกราชอาณาจักรไทย และของชิ้นนั้นเป็นของต้องห้ามหรือต้องกำกัดในการนำเข้าไปในประเทศญี่ปุ่นหรือไม่ DHL Express ในฐานะผู้นำด้านการขนส่งด่วนระหว่างประเทศ และลอจิสติกส์พาร์ทเนอร์ของธุรกิจไทยทุกขนาดจะทำหน้าที่ช่วยดูแลคุณในเรื่องการส่งของไปญี่ปุ่นให้เป็นเรื่องง่าย

 

ของต้องห้ามที่ DHL Express จะไม่รับส่งออกนอกประเทศไทยผ่านเน็ตเวิร์คการขนส่งทางอากาศ ได้แก่ 

  •        สิ่งมีชีวิต (รวมถึงแต่ไม่จำกัดเพียงสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม สัตว์เลื้อยคลาน สัตว์น้ำ สัตว์ไร้กระดูกสันหลัง สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ สัตว์ปีก แมลง ตัวอ่อนและดักแด้ของสัตว์)
  •         สัตว์ที่ถูกล่าหรือชิ้นส่วนสัตว์ ซากสัตว์ เช่น งาช้างและหูฉลาม หรือชิ้นส่วน เถ้าที่หลงเหลือของสัตว์ หรือสินค้าที่มีสัตว์เป็นส่วนประกอบและสินค้าที่ไม่ใช่เพื่อการบริโภคของมนุษย์ หรือสินค้าที่ต้องห้ามจากการเคลื่อนไหวขององค์กร CITES สิ่งที่อยู่ในสนธิสัญญาและ/หรือกฎหมายท้องถิ่น
  •        ศพ หรืออัฐิในทุกรูปแบบ
  •        ทองแท่ง (หรือโลหะมีค่าต่างๆ)
  •        เงินสด
  •         แร่รัตนชาติ หรือชิ้นส่วนของแร่รัตนชาติ (เจียระไนหรือไม่เจียระไน/ ขัดเงาหรือไม่ขัดเงา)
  •         อาวุธปืน กระสุน วัตถุระเบิด ชิ้นส่วนระเบิด รวมถึงปืนอัดลม ปืนเลียนแบบและกระสุนเลียนแบบ
  •         สิ่งของผิดกฎหมาย เช่น สินค้าปลอมแปลงและสารเสพติด

 

ของต้องกำกัด หมายถึงสินค้าที่ต้องควบคุม สามารถส่งออกได้ แต่มีระเบียบการควบคุมชัดเจนต้องปฏิบัติตาม ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของปริมาณ มูลค่า การขออนุญาตส่งออกกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น ตัวอย่างสินค้าที่ต้องควบคุมในการส่งออกนอกประเทศไทย ได้แก่ หน้ากากอนามัย, โบราณวัตถุหรืองานศิลปะที่มีมูลค่าการขนส่งมากกว่า 500,000 ยูโร, กัญชาที่ใช้ในการรักษาทางการแพทย์ที่มีใบอนุญาตการครอบครองโดยสุจริตให้ทำการขนส่งได้ตามกฎหมาย ในรูปแบบเม็ดหรือของเหลว ซึ่งมูลค่าการขนส่งต่อครั้งต้องไม่เกิน 10,000 ยูโร, บุหรี่ ซิการ์ ยาสูบและบุหรี่ไฟฟ้า ที่มีมูลค่าการขนส่งมากกว่า 500,000 ยูโร เป็นต้น 

มีสินค้าที่ต้องควบคุมในการส่งออกนอกราชอาณาจักรไทยอีกมากมาย เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้อง สามารถติดต่อเจ้าหน้าที่ฝ่ายขายที่ดูแลท่านหรือสอบถาม รับคำแนะนำในการจัดส่งเอกสารและพัสดุไปทั่วโลกผ่าน Live Chat หรือโทร 02-345-5000

 

9.   แล้วของเหล่านี้ นำเข้าไปในญี่ปุ่นได้หรือเปล่า 

ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีความเข้มงวดในการนำเข้าสินค้าอย่างมาก โดยเฉพาะสินค้าประเภทอาหาร ต้องผ่านกระบวนการการผลิตอย่างดีและมีบรรจุภัณฑ์อย่างดี มาดูตัวอย่างกันว่าการส่งของไปญี่ปุ่นผ่านเน็ตเวิร์คการขนส่งทางอากาศของ DHL Express ส่งอะไรได้หรือไม่ได้บ้างและต้องเตรียมอะไรเพิ่มเติมเพื่อให้การส่งของไปญี่ปุ่นเป็นไปอย่างราบรื่น

  •        สินค้าที่ไม่สามารถนำเข้าไปในญี่ปุ่นได้ เช่น อาหารที่มีส่วนผสมของเนื้อสัตว์ ไม่ว่าจะเป็นแฮม ไส้กรอก เนื้อแช่แข็ง ฯลฯ อาหารที่มีส่วนผสมของไข่ไก่ ปลา ถั่วทุกประเภท ผักผลไม้สด ผักผลไม้แช่แข็ง เป็นต้น ล้วนไม่สามารถนำเข้าไปในญี่ปุ่นได้ผ่านเน็ตเวิร์คการขนส่งทางอากาศของ DHL Express
  •         เมล็ดกาแฟสดสีเขียวและกาแฟที่ยังไม่ได้คั่ว ไม่สามารถนำเข้าไปในญี่ปุ่นได้ ยกเว้นที่คั่วแล้วหรือที่แปรรูปแล้ว สามารถนำเข้าไปได้โดยผู้รับต้องมีใบอนุญาตนำเข้าอาหารหากจะนำไปจำหน่ายหรือเพื่อแจกจ่ายทั่วไปโดยที่ไม่ระบุจำนวน
  •         ปืนของเล่นไม่สามารถนำเข้าไปในญี่ปุ่นได้ ส่วนของเล่นสำหรับเด็กทารกหรือเด็กเล็กจะต้องผ่านการตรวจสอบด้านอาหาร ซึ่งมักจะทำให้การขนส่งล่าช้า 2-3 วัน
  •         การนำเข้าแว่นตาหรือคอนแท็กเลนส์ หากเป็นการนำเข้าไปในญี่ปุ่นเพื่อใช้ส่วนตัว สามารถทำได้โดยไม่ต้องขอใบอนุญาต แต่ต้องไม่เกิน 1 ชิ้นสำหรับแว่นตา และจำนวนใช้งานไม่เกิน 2 เดือนสำหรับคอนแท็กเลนส์ ถ้าส่งไปญี่ปุ่นจำนวนมากกว่าที่กำหนด และผู้รับไม่สามารถเตรียมเอกสารทางการแพทย์ได้ ของทั้งหมดจะถูกตีกลับมาที่ผู้ส่งทันที 

นี่เป็นแค่บางส่วนเท่านั้น ถ้ามีคำถามเกี่ยวกับการส่งของไปญี่ปุ่น สามารถติดต่อเจ้าหน้าที่ฝ่ายขายที่ดูแลท่าน หรือคุยกับเจ้าหน้าที่ของ DHL Express ได้เลยโดยคลิกปุ่ม Live Chat

 

10.        ส่งของไปญี่ปุ่น ส่งแบบไหนดี 

แต่ละประเทศ รวมถึงญี่ปุ่นต่างก็มีระเบียบด้านศุลกากรที่ไม่เหมือนกัน เลือกส่งของไปญี่ปุ่นกับผู้ให้บริการที่เชี่ยวชาญด้านศุลกากรอย่าง DHL Express มั่นใจได้ในคุณภาพที่เป็นที่ไว้ใจทั่วโลก ต้องการส่งของไปญี่ปุ่นใช่ไหม? ตรวจสอบเงื่อนไขการส่งไปยังญี่ปุ่นกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายขายที่ดูแลท่าน หรือติดต่อเจ้าหน้าผ่าน Live Chat ตามวันเวลาทำการ หรือโทรศัพท์ 02-345-5000 ตลอด 24 ชั่วโมง 

สำหรับลูกค้าใหม่ที่มีการส่งออกไปญี่ปุ่นหรือประเทศอื่นๆ เป็นประจำทุกเดือน แนะนำให้เปิดบัญชีสมาชิกกับ DHL Express เพื่อรับสิทธิประโยชน์มากมากพร้อมแคมเปญสุดคุ้ม ลงทะเบียนได้ที่นี่ https://www.dhltoyou.com/th/openaccount

 

 



บทความน่าสนใจ

เปิดประสบการณ์ใหม่ให้ลูกค้าด้วย On Demand Delivery
HOT NEWS
เปิดประสบการณ์ใหม่ให้ลูกค้าด้วย On Demand Delivery
อ่านเพิ่มเติม
อัพเดทล่าสุด : 21/05/2021 - 15:01:11
จิ๊กซอว์สู่ความสำเร็จ ขยายธุรกิจออนไลน์ขนาดเล็ก ให้ดังทั่วโลก
จิ๊กซอว์สู่ความสำเร็จ ขยายธุรกิจออนไลน์ขนาดเล็ก ให้ดังทั่วโลก
จับกระแส M-commerce ในตลาดโลก โอกาสธุรกิจบนหน้าจอเล็กๆ แต่ยอดขายระดับบิ๊กเบิ้ม
จับกระแส M-commerce ในตลาดโลก โอกาสธุรกิจบนหน้าจอเล็กๆ แต่ยอดขายระดับบิ๊กเบิ้ม
Tags Box